ปลุกพลังการเจรจาต่อรอง แบบไม่รองใคร
การเจรจาต่อรองเป็นผลของความคาดหวังที่มาจากทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้ซื้อซึ่งก็คาดหวังที่จะซื้อในราคาถูก คุณภาพดี หรือมีของแถมเป็นต้น สำหรับผู้ขายก็คาดหวังที่จะขายในราคาที่สูง เพื่อจะมีผลกำไรสูงขึ้น เช่นกัน การคาดหวังที่มีขึ้นทั้งสองฝ่ายถ้าการจัดการที่ไม่ดีพออาจทำให้เกิดข้อขัดแย้ง(Conflict) ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายและนักขาย การเรียนรู้และเข้าใจการเจรจาต่อรองเพื่อลดแรงกดดันต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการเจรจาต่อรองและเป็นการรักษาความสัมพัมธ์ที่ดีกับลูกค้า ความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายนั้นมีได้หลายอย่างเช่น ในเรื่องของราคา เงื่อนไขของราคาเช่นการชำระเงิน การขนส่งเช่นระยะเวลาในการจัดส่ง คุณภาพของสินค้า การให้บริการหลังการขาย หรือการให้บริการทั่วไป สำหรับเทคนิคที่นักเจรจาต่อรองควรทราบมี 2 ข้อใหญ่ๆ คือ
1) การเจรจาต่อรองควรเจรจาทีละหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน เช่นถ้าต้องต่อรองเรื่องของราคาให้พิจารณาเรื่องของสีของสินค้าด้วย หรือเรื่องของขนาดของสินค้า ไปในเวลาเดียวกัน เทคนิคนี้พยายามสร้างความรู้สึกถึงการได้และเสียของผู้ที่กำลังต่อรอง ทำให้ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันมาก ถ้าต้องสูญเสียบางสิ่ง เพื่อได้รับสิ่งอื่นในเวลาเดียวกัน
2) การเจรจรต่อรองไม่ควรทำตามลำดับขั้นตอน หรือทีละเรื่องเช่นเจรจาต่อรองเรื่องที่ 1 เสร็จ ก็ตามด้วยเรื่องที่ 2,..3 เป็นต้น เพราะการต่อรองควรทำครั้งละหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกในการต่อรองในครั้งนั้นๆ ในทุกกิจกรรมการต่อรอง จะมีกิจกรรมที่นักต่อรองต้องทราบคือ งานในการต่อรอง (Task) เป็นการมุ่งเน้นถึงเนื้อหา (Content) การต่อรองในครั้งนั้นๆ เช่นต้องลดราคาให้ได้10% เป็นต้น ผู้ที่ทำการเจรจาต่อรอง ต้องวางแผน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน มีวิธีดำเนินการต่อรอง และ การสร้างความสัมพันธ์(Relationship) ซึ่งมุ่งเน้นถึงกระบวนการของการต่อรอง บางครั้งต้องผลัก(Push) บางครั้งต้องดึง(Pull) การสร้างความสัมพันธ์เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง เพราะเป็นวิธีในการลดแรงกดดันให้การเจรจาต่อรอง บางครั้งสามารถพลิกสถานการณ์ที่กำลังตกอยู่ในสภาววิกฤตให้เป็นบวกได้ การสร้างความสัมพันธ์ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น บางครั้งการไปเล่นกอล์ฟกับลูกค้า ทำให้สร้างความคุ้นเคยกับ ลูกค้า บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวคิดที่วางไว้ เพราะมีอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ โดยรอบเป็นข้อจำกัดในการเจรจาต่อรองนั้น ๆ สำหรับอิทธิพลของการเจรจาต่อรองนั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 ประการดังต่อไปนี้ 1) ทักษะ (Skills) ได้แก่ทักษะของผู้ที่จะทำการต่อรอง การฟัง การสังเกต รวบรวมประเด็น เพื่อผ่านการกลั่นกรอง บางช่วงต้องเร่ง บางช่วงต้องช้า ทักษะเหล่านี้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ จะช่วยให้กระบวนการกระชับมากขึ้น 2) โครงสร้าง (Structure) รูปแบบของโครงสร้างการเจรจาต่อรอง มีความสำคัญ ทำให้รูปแบบมีบรรยากาศในการเจรจาต่อรอง ทั้งความรู้สึกและการปฏิบัติ 3) การวางแผน (Planning) มีการวางแผนที่มีขั้นตอน 4) วัฒนธรรมขององค์กร (Culture) ที่มุ่งเน้นการเจรจาต่อรองหรือไม่ บางวัฒนธรรมไม่ยืดหยุ่น ผ่อนปรน ทำให้การเจรจาต่อรองเป็นไปได้ยาก 5) กลยุทธ์ (Strategy) ในการเจรจาต่อรอง การวางแผน เช่นการลดราคาควรให้เป็นขั้นตอน เพราะบางครั้งการลดราคาครั้งละมาก ๆ อาจทำให้ลูกค้าเกิดความกังวล และทำให้การเจรจาต่อรอง เริ่มต้นอีกครั้ง เพราะความไม่ไว้ใจนั่นเอง 6) กฏหมาย (Legal) เป็นข้อจำกัดที่ทำให้การเจรจาต่อรองทำได้ยากเช่น ในทางปฏิบัติทำได้แต่ผิดหลักของข้อกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ อิทธิพลเหล่านี้ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ไขได้แต่ในบางกรณีสามารถที่จะเลี่ยงไม่ให้กระทบเพื่อไม่ให้มีข้อจำกัดในการเจรจาต่อรอง จึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการตัดสิน การเจรจาต่อรองในครั้งใดก็ตามให้เข้าใจว่าผู้ที่เราต้องการต่อรองไม่ใช่ใคร คือลูกค้า บางครั้งก็มีได้ บางครั้งก็เสีย มากหรือน้อย แล้วแต่สถานการณ์
การเจรจาต่อรองที่ดีจะไม่มีฝ่ายตรงกันข้าม เพราะความรู้สึกของการเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คือการเข้าประจันหน้าซึ่งกันและกัน คอยมุ่งเอาชนะมากกว่าการใช้เหตุผล ถึงแม้ในบางกรณีไม่สามารถที่จะเลี่ยงไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกันบ้างในการเจรจาต่อรอง นักขายจึงต้องอาศัยการฝึกหัดให้มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพราะใครจะคิดอย่างไรก็ตาม เรานักขายย่อมเป็นฝ่ายเดียวกับลูกค้าเสมอ แต่การทำงานต้องอยู่ในหลักการของบริษัท บริหารจัดการได้คิดเสียว่าผู้ที่เราต้องการต่อรองไม่ใช่ใคร ก็คือลูกค้า บางครั้งต้องยอมเสียเล็กน้อย เพื่อรักษาชิ้นเนื้อก้อนโตไว้....จำเป็นจริงๆ...
บล็อกแบ่งปันประสบการณ์จริงจากการทำธุรกิจเครือข่ายออนไลน์และอ๊อฟไลน์ MLM และเทคนิคการตลาด แบบ Professional
สุดยอด VDO วิธีการทำการตลาดออนไลน์ขั้นเทพ
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การตั้งเป้าหมาย
การตั้งเป้าเท่ากับตั้งตัว
ระหว่างทางเดินบนชีวิตของทุกชีวิต มักมีหลุมพราง ด้วยความไม่รู้ และความอยากรู้ซ่อนอยู่เสมอ คนที่ลืมตาเดินก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นแสงสว่างเสมอไป และไม่ว่าจะใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง หรือเป็นวันๆ ก็ตามมนุษย์เราย่อมต้องอาศัยอุปกรณ์ไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่สำคัญนั้น คือ เข็มทิศ กับ แผนที่ของเส้นทางที่เราจะเดินไป หากเครื่องบินปราศจากเข็มทิศ และเรือโดยสารปราศจากหางเสือบังคับทิศทางแล้วไซร้ไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมุ่งสู่จุดหมายปลายทางได้ บนเส้นทางทำงานในยุทธจักรธุรกิจที่ไม่ได้หอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกมาลี ยังต้องมีเป้าหมายของงาน และชีวิต ถ้าหากเราไม่มีเป้าหมายเสียแล้วก็ไม่รู้จะทำงานไปทำไม เพื่ออะไร คุณโกมล คีมทอง กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราไม่รู้เลยว่ากำลังใฝ่หาอะไรอยู่ อะไรเล่าที่ควรจะได้ หากยังหาคำตอบไม่ได้เลยการดำรงชีวิตอยู่นี้เปล่าโดยสิ้นเชิง”
ในบทนี้จึงมีแนวทาง และวิธีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้พวกเราตั้งตัวกันได้ โดยนำเสนอในหัวข้อต่างๆ ดังนี้
1. เราจะสร้างเป้าหมายอันแจ่มชัดขึ้นมาได้อย่างไร
2. เป้าหมายที่ดีนั้นเป็นอย่างไร
3.การทำให้โครงการบรรลุถึงเป้าหมาย
เราจะสร้างเป้าหมายอันแจ่มชัดขึ้นมาได้อย่างไร
1.นึกถึงเป้าหมายสำคัญในชีวิตของเราอย่างละเอียดชัดเจน และสมบูรณ์ เมื่อเสร็จแล้วเซ็นชื่อแล้วประทับมันไว้ในความทรงจำ จากนั้นทบทวนมันด้วยปากเปล่าอย่างน้อยวันละครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ท่องให้บ่อยกว่านั้น ทบทวนมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือการสืบทอดความศรัทธาซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนเป้าหมายของเรา
2.เขียนแผนการที่ละเอียด และชัดเจนสำหรับการเริ่มต้นเพื่อเข้าสู่เป้าหมายหลักของเรา ในแผนนี้จะต้องระบุเวลาที่มากที่สุดสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเรา และให้อธิบายอย่างชัดเจนว่าคุณตั้งใจที่จะจ่ายอะไรไปบ้างสำหรับการปรากฏเป็นจริงของจุดประสงค์ของเรา โปรดจำไว้ว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ลาภลอย หรือราชรถมาเกย ในชีวิตจริง เพราะทุกสิ่งที่เราได้มาจะต้องมีการจ่ายล่วงหน้า หรือลงทุนไปไม่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
3.แผนการของเราจะต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะเปลี่ยนแปลงในยามที่จำเป็น โปรดจำไว้ว่าสติปัญญาอันไร้ขอบเขตซึ่งดำรงอยู่ในทุกอะตอมของสิ่งที่มีชีวิตกับไม่มีชีวิตทุกชนิด สามารถแสดงให้คุณได้เห็นแผนอันสูงส่งไม่เกินกว่าที่สติปัญญาระดับมนุษย์จะสร้างขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงต้องพร้อมอยู่ตลอดเวลาที่จะสังเกต และรับเอามาซึ่งแผนอันสูงส่งใดๆที่อาจจะปรากฏ แก่จิตใจของคุณ
ระหว่างทางเดินบนชีวิตของทุกชีวิต มักมีหลุมพราง ด้วยความไม่รู้ และความอยากรู้ซ่อนอยู่เสมอ คนที่ลืมตาเดินก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นแสงสว่างเสมอไป และไม่ว่าจะใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง หรือเป็นวันๆ ก็ตามมนุษย์เราย่อมต้องอาศัยอุปกรณ์ไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่สำคัญนั้น คือ เข็มทิศ กับ แผนที่ของเส้นทางที่เราจะเดินไป หากเครื่องบินปราศจากเข็มทิศ และเรือโดยสารปราศจากหางเสือบังคับทิศทางแล้วไซร้ไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะมุ่งสู่จุดหมายปลายทางได้ บนเส้นทางทำงานในยุทธจักรธุรกิจที่ไม่ได้หอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกมาลี ยังต้องมีเป้าหมายของงาน และชีวิต ถ้าหากเราไม่มีเป้าหมายเสียแล้วก็ไม่รู้จะทำงานไปทำไม เพื่ออะไร คุณโกมล คีมทอง กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราไม่รู้เลยว่ากำลังใฝ่หาอะไรอยู่ อะไรเล่าที่ควรจะได้ หากยังหาคำตอบไม่ได้เลยการดำรงชีวิตอยู่นี้เปล่าโดยสิ้นเชิง”
ในบทนี้จึงมีแนวทาง และวิธีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้พวกเราตั้งตัวกันได้ โดยนำเสนอในหัวข้อต่างๆ ดังนี้
1. เราจะสร้างเป้าหมายอันแจ่มชัดขึ้นมาได้อย่างไร
2. เป้าหมายที่ดีนั้นเป็นอย่างไร
3.การทำให้โครงการบรรลุถึงเป้าหมาย
เราจะสร้างเป้าหมายอันแจ่มชัดขึ้นมาได้อย่างไร
1.นึกถึงเป้าหมายสำคัญในชีวิตของเราอย่างละเอียดชัดเจน และสมบูรณ์ เมื่อเสร็จแล้วเซ็นชื่อแล้วประทับมันไว้ในความทรงจำ จากนั้นทบทวนมันด้วยปากเปล่าอย่างน้อยวันละครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็ท่องให้บ่อยกว่านั้น ทบทวนมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือการสืบทอดความศรัทธาซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนเป้าหมายของเรา
2.เขียนแผนการที่ละเอียด และชัดเจนสำหรับการเริ่มต้นเพื่อเข้าสู่เป้าหมายหลักของเรา ในแผนนี้จะต้องระบุเวลาที่มากที่สุดสำหรับการบรรลุเป้าหมายของเรา และให้อธิบายอย่างชัดเจนว่าคุณตั้งใจที่จะจ่ายอะไรไปบ้างสำหรับการปรากฏเป็นจริงของจุดประสงค์ของเรา โปรดจำไว้ว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ลาภลอย หรือราชรถมาเกย ในชีวิตจริง เพราะทุกสิ่งที่เราได้มาจะต้องมีการจ่ายล่วงหน้า หรือลงทุนไปไม่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
3.แผนการของเราจะต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะเปลี่ยนแปลงในยามที่จำเป็น โปรดจำไว้ว่าสติปัญญาอันไร้ขอบเขตซึ่งดำรงอยู่ในทุกอะตอมของสิ่งที่มีชีวิตกับไม่มีชีวิตทุกชนิด สามารถแสดงให้คุณได้เห็นแผนอันสูงส่งไม่เกินกว่าที่สติปัญญาระดับมนุษย์จะสร้างขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงต้องพร้อมอยู่ตลอดเวลาที่จะสังเกต และรับเอามาซึ่งแผนอันสูงส่งใดๆที่อาจจะปรากฏ แก่จิตใจของคุณ
4.เก็บจุดประสงค์หลัก และแผนของเรา เอาไว้กับตัวเราเอง ยกเว้นแต่ว่าถึงคราวที่ต้องการความช่วยเหลือแนะนำในหลักการเหล่านี้ดีพอ อย่าสรุปผิดๆ ว่าใช้ไม่ได้ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดปฏิบัติด้วยศรัทธา และจงระลึกเสมอว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการก้าวตามรอยเท้าผู้นำที่ยิ่งใหญ่จำนวนมากที่เกิดขึ้นบนโลกเรานี้
คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ขอให้เราใช้ความสามารถเกินกว่าที่บุคคลระดับปานกลางจะมีเลย และมันเป็นคำแนะนำที่สอดคล้องกลมกลืนกับปรัชญาในศาสนาต่างๆอย่างสมบูรณ์
จงตัดสินใจในตอนนี้เลยว่าอยากจะได้อะไรจากชีวิต และเราคิดจะให้อะไรเป็นการตอบแทน ตัดสินใจว่าเราจะไปถึงที่ไหน ด้วยวิธีอย่างไร จากนั้นจงเริ่มจุดที่เรายืนอยู่ด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามที่เราสามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย หรือศีลธรรม แล้วเราจะพบว่าวิธีการอื่นๆ ที่ดีกว่าจะเผยตัวมันเองออกมา นั่นเป็นประสบการณ์ของผู้คนที่ทั่วโลกรู้จักกันดีว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ หลายๆ คนเริ่มต้นด้วยความต่ำต้อย มีเพียงความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะไปให้ถึงจุดหมายของตนเท่านั้น
การสร้างเครือข่าย
MLM การสร้างเครือข่ายก็เหมือนการวิ่งหมื่นเมตร ใครวิ่งเร็ว ก็หมดแรงก่อน ใครไม่วิ่ง ก็ไม่ไปไหน ใครค่อยๆวิ่ง ออมกำลัง ไม่หยุดก็ถึงเส้นชัยสบายๆในที่สุด...
อย่าหลงเข้าไปทุ่มเทกับมันมาก จนเสียงานเสียการ หรือ ทิ้งมัน จนไม่ก้าวหน้าไปไหน วิธีสร้างเครือข่ายที่จะทำให้ทุกคน ไม่เดือดร้อน ทำไปตามจังหวะ และ โอกาสที่มี
ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับจังหวะ และ โอกาส ที่กำลังจะผ่านเข้ามา
อย่าหลงเข้าไปทุ่มเทกับมันมาก จนเสียงานเสียการ หรือ ทิ้งมัน จนไม่ก้าวหน้าไปไหน วิธีสร้างเครือข่ายที่จะทำให้ทุกคน ไม่เดือดร้อน ทำไปตามจังหวะ และ โอกาสที่มี
ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับจังหวะ และ โอกาส ที่กำลังจะผ่านเข้ามา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


